วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คนไทย-ราชบุรี เตรียมต้อนรับพระธาตุ นักบุญยอห์น บอสโก

     ซิสเตอร์นิภา กู้ทรัพย์ จิตตาธิการผู้ร่วมงานฯได้ประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาและผู้ร่วมงานซาเลเซียนบ้านนารีวุฒิ โดยแจ้งให้ทราบถึงกำหนดการต้อนรับพระธาตุของนักบุญยอห์น บอสโก ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระศาสนจักรให้เป็น “บิดาแห่งเด็กกำพร้า” หรือ ที่สมญานามที่รู้จักกันทั่วโลกว่า “บิดา อาจารย์และเพื่อนของเยาวชน” เนื่องในช่วง คศ.1846 –1888 นักบุญยอห์น บอสโก ได้เริ่มงานให้การช่วยเหลือเด็กกำพร้า เยาวชนที่ยากจนและถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมากกว่า 700 คนให้พ้นจากการเป็นเหยื่อของความเสื่อมทรามทางด้านศีลธรรม การกดขี่เอาเปรียบจากนายจ้างที่ใช้แรงงานเด็ก รับอุปการะให้ที่พักอาศัยที่อาศัย การศึกษาและการอบรมทั้งทางด้านศีลธรรม คุณธรรม การฝึกทักษะอาชีพ ทำให้เด็กเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี เติบโตขึ้นและอุทิศตนเป็นนักบวชตามจิตตารมณ์ของท่านนักบุญยอห์น บอสโก จำนวนมาก ซึ่งท่านได้ก่อตั้งคณะนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์         คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์(นักบวชหญิง-ซิสเตอร์) และคณะผู้ร่วมงานซาเลเซียน ซึ่งเป็นฆราวาสที่อุทิศตนทำงานร่วมกับท่านในกิจการเพื่อช่วยเด็กและเยาวชนทั้งชายและหญิง ให้รอดพ้นจากบาปและการผจญล่อลวงต่างๆ และด้วยความเสียสละอุทิศชีวิตและการงานของท่านเพื่อเด็กและเยาวชนด้วยความรักอย่างจริงใจ ทำให้ท่านได้รับพระพรเป็นพิเศษจากพระเป็นเจ้า ให้บรรลุถึงความศักดิ์สิทธ์ตามพระคริสตธรรม และเป็นที่เคารพรักของสมาชิก ศิษย์เก่าซาเลเซียนทั่วโลกทั้งที่เป็นคริสตชนและพุทธศาสนิกชน


           และเป็นโอกาสดีที่ปลายปีนี้จะมีการอัญเชิญพระธาตุของนักบุญยอห์น บอสโก
จากเมืองตุริน ประเทศอิตาลี ไปทั่วโลกเพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้คารวะและรำลึกถึงคุณความดีของท่าน สำหรับประเทศไทย ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 พระธาตุจะเดินทางมาถึง สนามบินสุวรรณภูมิ มีพิธีต้อนรับที่สนามบิน และอัญเชิญพระธาตุเข้าสู่โบสถ์นักบุญยอห์น บอสโก
ที่กรุงเทพฯ ประกอบพิธีต้อนรับพระธาตุ ด้วยการเชิญมุขนายกทุกองค์ทุกมิสซังในประเทศไทยร่วมพิธี
พระธาตุจะตั้งที่โบสถ์แห่งนี้สองคืน จากนั้น วันที่ 20 พฤศจิกายนพระธาตุถูกอัญเชิญโดย รถยนต์ไปยังโบสถ์นักบุญยอแซฟ บ้านโป่ง (ติดกับโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย) อ.บ้านโป่งจ.ราชบุรี และจะตั้งไว้ให้ประชาชนได้คารวะสองคืน วันที่ 22 พฤศจิกายน พระธาตุ ถูกอัญเชิญไปยังอาสนวิหารแม่พระบังเกิด
ที่บางนกแขวก จ.สมุทรสงคราม วันที่ 23 พฤศจิกายน พระธาตุ ถูกอัญเชิญไปยังโรงเรียหัวหินวิทยาลัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 24 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญไปยัง อาสนวิหารมิสซังคาทอลิกเขตสุราษฎร์ธานี (โดยแวะห้วยยาง)  วันที่ 25 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญไปยัง โรงเรียนแสงทองวิทยา หาดใหญ่ จ. สงขลา  วันที่ 26 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญโดย เครื่องบินไปยังโรงเรียนดอนบอสโก วิทยา ที่จังหวัดอุดรธานี  วันที่ 27 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญโดย รถยนต์ไปยังหมู่คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ที่สามพราน จังหวัดนครปฐม และพิธีอำลาพระธาตุที่สามพรานสำหรับสัตบุรุษ วันที่ 29 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญมายัง สำนักเจ้าแขวงคณะซาเลเซียนแห่งประเทศไทย และมีพิธีอำลาพระธาตุสำหรับเฉพาะหมู่คณะในครอบครัวซาเลเซียนเท่านั้น
        และวันที่ 30 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญไปยัง ประเทศกัมพูชาโดยผ่านทางปอยเปต
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program)

การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program)
ประชานิยม หรือ ทางออกการศึกษาไทย
ปัจจุบันกระแสความนิยมของผู้ปกครองในการส่งบุตรลานได้ศึกษา
เล่าเรียนในแผนกสองภาษา หรือแม้แต่การเรียนพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ นั้นกำลังมาแรง ทำให้โรงเรียนที่สอนแบบสอง (หรือสาม) ภาษานั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับทั้งในกรุงเทพฯ และในภูมิภาคต่างๆ จนหลายท่านตั้งคำถามขึ้นว่า การเลือกให้บุตรหลานได้เรียนแบบสองภาษาในยุดปัจจุบันนี้จำเป็นหรือไม่ ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร จะมีเงินพอจ่ายหรือเปล่า และหรือการเรียนแบบสองภาษานี้เป็นเพียงกระแส “ประชานิยม” หรือว่ามันเป็น “ทางออกของการศึกษาไทย” ในอนาคตอันใกล้นี้
ส่วนหนึ่งของกระแสความนิยมการเรียนการสอนแบบสองภาษาที่เพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของสังคมโลกาภิวัตน์ อีกทั้งทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในอนาคต รวมถึงแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA (Asian Free Trade Area) การติดต่อธุรกิจค้าขายมากขึ้นกับต่างชาติ หรือแม้แต่นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำและศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน (Asian Hub) โดยการมุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคอาเซียน (Asian Education Hub) เป็นต้น
นอกจากโรงเรียนนานาชาติ (International School) แล้ว สถานศึกษาในประเทศไทยซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual School) อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program, EP หรือที่เรียกกันว่า Bilingual Program) ในระดับชั้นต่างๆ ประเภทโรงเรียนที่จัดโครงการ Mini English (Bilingual) Program ซึ่งสอนแบบสองภาษาในบางรายวิชา เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ หรือวิชาสุขศึกษา เป็นต้น และประเภทโรงเรียนที่จัดโครงการพัฒนาศักยภาพพิเศษแบบเข้มข้นในสาขาวิชาต่างๆ (Intensive Program, IP)
การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) และการเรียนรู้ภาษา (Language Learning) ต่างกันอย่างไร? การเรียนภาษา เช่น ภาษาอังกฤษนั้นเป็นการเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ส่วนการเรียนการสอนแบบสองภาษานั้น เป็นการเรียนรู้เนื้อหาสาระวิชาผ่านการใช้ภาษา 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน
หลายคนอาจสงสัยหรือสับสนเกี่ยวกับคำที่ใช้ คือ English Program และ Bilingual Program เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? จริงๆ แล้วคำว่า “การศึกษาแบบสองภาษา (Bilingual Education)” เป็นคำสากลที่ใช้กันทั่วโลกแม้ว่าจะถูกตีความหรือแปลความกันไปแตกต่างกัน ส่วนคำว่า “English Program (EP)” นั้นเป็นคำที่ใช้กันในแวดวงการศึกษาไทย ซึ่งหมายความถึง “โรงเรียนสองภาษา (Bilingual School)” หรือว่าโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการแบบหรือ “แผนกสองภาษา (Bilingual Program)” ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้กัน เป็นต้นในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English as a Second Language) ในการติดต่อสื่อสาร
เหตุที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) ได้รับความนิยมและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯและส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 200 แห่ง ก็เพราะการเรียนการสอนแบบสองภาษานี้สามารถ “เติมเต็มช่องว่าง” ระหว่างการเรียนภาษาอังกฤษแบบไทยเดิมๆ และการเรียนโรงเรียนนานาชาติทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสได้เรียนเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวฐานะปานกลางจึงมีความสามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนในแผนกสองภาษาได้ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็ยังได้ใกล้ชิดกัน รวมถึงไม่ต้องกังวลใจด้วยว่าบุตรหลานที่ส่งไปศึกษายังต่างประเทศนั้นจะหลงลืมวัฒนธรรมประเพณีไทยไป ฉะนั้น การเรียนการสอนแบบสองภาษาในปัจจุบันจึงเสมือนเป็น “คำตอบ” ของพ่อแม่ยุคใหม่ ที่ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้ความเป็นสากลแต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของไทยได้ในขณะเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการวางฐานอนาคตบุตรหลานให้พร้อมสำหรับสังคมโลกไร้พรหมแดนแห่งอนาคตอันใกล้นี้
สถานศึกษาที่ใช้การเรียนการสอนแบบสองภาษานั้น นักเรียนจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันทั้งภาษาแม่ (ภาษาไทย) และภาษาที่สอง (ภาษาอังกฤษ) อีกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างถูกใช้ในการเรียนการสอนตามเนื้อหาสาระวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษา ฯลฯ ไปพร้อมๆ กัน ดังนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านส่งบุตรหลานเข้าเรียนแผนกสองภาษาแล้ว ลูกหลานของท่านมีศักยภาพในการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อีกทั้งเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้การรับรอง บุคลากรผู้สอนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็ได้รับการคัดสรรและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญลูกหลานของท่านมีความสุขและสนุกไปกับบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
ประโยชน์สำหรับการเรียนแบบสองภาษาโดยอาจารย์ต่างชาติเจ้าของภาษา (Native Speakers) นั้น นอกจากผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระวิชา มีโอกาสฝึกฝนทักษะสำเนียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องชัดเจนแล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ค่านิยม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างนักเรียนและอาจารย์ชาวต่างชาติอีกด้วย เช่น เรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย ศิลปะ วรรณกรรม หรือแม้แต่ความเชื่อซึ่งถือเป็นรากฐานของแต่ละวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์อีกทั้งทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ยอมรับ และเคารพความแตกต่างของคนในวัฒนธรรมอื่นได้เป็นอย่างดี
นักเรียนสองภาษามักจะมีข้อได้เปรียบซึ่งแตกต่างจากนักเรียนภาคปกติ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการพูดอ่านเขียนได้สองภาษา ความเข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรมต่างๆ ได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ การรู้จักสื่อสารอย่างฉลาด มีความมั่นใจในตัวเอง มีความมั่นคงในเอกลักษณ์ของตนเอง สามารถเรียนภาษาที่สามได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเป็นการวางพื้นฐานอนาคตที่มั่นคง การศึกษาต่อ หรือการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เป็นต้น
เหตุใดจึงมักเรียนดนตรีและศิลปะ (Music & Arts) ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนแบบสองภาษา? แท้ที่จริงแล้วการฟัง ร้องเพลง หรือดูภาพยนตร์ภาษาอังกฤษนั้น เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด นอกจากดนตรีและศิลปะช่วยสร้างเสน่ห์ส่วนบุคคลให้กับผู้เรียนแล้ว ยังช่วยฝึกฝนสมาธิ ความมุมานะอดทน ความสามัคคี การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ช่วยขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยน สร้างสรรค์จินตนากร บำบัดสภาวะทางจิตให้สมดุล อีกทั้งพัฒนาประสิทธิภาพของเซลล์สมองอีกด้วย
เด็กวัยใดที่สามารถเริ่มเรียนแบบสองภาษาได้ คำตอบคือ เมื่อเด็กเริ่มหัดพูดก็สามารถเริ่มสอนภาษาได้เลย แต่ช่วงอายุที่เหมาะสม คือ ช่วง 3-4 ขวบ เพราะเป็นวัยที่เด็กเริ่มพูดและซักถาม เริ่มสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กเล็กจะรับรู้ภาษาได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ เรียนรู้ประสบการณ์โดยการวิ่งเล่น กระโดด ระบายสี เล่นกิจกรรมต่างๆ เด็กเล็กจะไม่กังวลถึงข้อผิดพลาดในการใช้ภาษา พวกเด็กสนใจเพียงการสื่อสารข้อมูลให้คนอื่นได้ทราบและการรับรู้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ
มีการคาดการณ์ว่านิสิตจบใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า หากรู้เพียง 2 ภาษาแค่นั้นมีโอกาสตกงานสูง ดังนั้น หลายๆ สถานศึกษาในปัจจุบันจึงส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น ไม่ว่าการเรียนสองภาษาจะเป็นการทำกระแสสังคมหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับนักการศึกษาหลายๆ คนแล้ว นี่คือโอกาสและทางเลือกสำคัญของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันและอนาคต นี่อาจเป็นคำตอบหรือทางออกของวังวนการศึกษาของประเทศไทย
และนี่คือ การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) การศึกษาทางเลือกของคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลสำหรับบุตรหลานในอนาคต
โดย บาทหลวงสมเกียรติ จูรอด
ผู้จัดการโรงเรียนดรุณากาญจนบุรี
อ่านต่อ >>