วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ลูกเสือเนตรนารี จ.ราชบุรี ร่วมแสดงพลังวันลูกเสือแห่งชาติ กว่า 1,000 คน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งเวียนมาบรรจบครบรอบเป็นปีที่ 105 ณ สนามกีฬากลาง จ.ราชบุรี มีลูกเสือเนตรนารี พร้อมด้วยผู้กำกับลูกเสือฯ เข้าร่วมจำนวนกว่า 1,000 คน 




เมื่อวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2559 เป็นวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งได้เวียนมาบรรจบครบรอบเป็นปีที่ 105 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 ได้จัดให้มีพิธีทบทวนคำปฎิญาณและสวนสนามฯ ขึ้น เมื่อเวลา 09:00 น. ณ บริเวณสนามกีฬากลาง จ.ราชบุรี โดยมี นางณิทฐา แสวงทอง  รองผู้ว่าราชการ จ.ราชบุรี ในฐานะรองผู้อำนวยการลูกเสือ จ.ราชบุรี เป็นประธาน และมีลูกเสือเนตรนารี พร้อมด้วยผู้กำกับฯ  เข้าร่วมพิธีฯ จำนวน 27 กอง รวม 1,165 คน จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ใน จ.ราชบุรี ดังนี้
  1. ลูกเสือประจำมณฑลราชบุรี จัดจาก รร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี
  2. ลูกเสือสามัญ รร.อนุบาลราชบุรี
  3. เนตรนารีสามัญ รร.อนุบาลราชบุรี
  4. ลูกเสือสามัญ รร.อนุบาลเมืองราชบุรี
  5. ลูกเสือสามัญ  รร.ดรุณาราชบุรี
  6. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.ดรุณาราชบุรี
  7. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.เทศบาล 1
  8. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.เทศบาล 2
  9. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.เทศบาล 3
  10. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.เทศบาล 4
  11. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.เทศบาล 5
  12. เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ รร.นารีวิทยา
  13. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.สุริยวงศ์
  14. เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ รร.สุริยวงศ์
  15. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.กองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา
  16. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ รร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี
  17. เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ รร.เบญจมราชูทิศ ราชบุรี
  18. เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่ รร.ราชโบริกานุเคราะห์
  19. เนตรนารีวิสามัญวิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
  20. ลูกเสือวิสามัญวิทยาลัยสารพัดช่าง ราชบุรี
  21. เนตรนารีวิสามัญวิทยลัยสารพัดช่าง ราชบุรี
  22. ลูกเสือวิสามัญ กศน.อำเภอเมือง
  23. ลูกเสือวิสามัญ กศน.อำเภอปากท่อ
  24. ลูกเสือวิสามัญ กศน.อำเภอจอมบึง
  25. ลูกเสือวิสามัญ กศน.อำเภอโพธาราม
  26. ลูกเสือวิสามัญ กศน.อำเภอดำเนินสะดวก
  27. ลูกเสือวิสามัญ วิทยาลัยการอาชีพบ้านโป่ง
และในโอกาสนี้ ได้มีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น ประจำปี 2559 รวมทั้งกองลูกเสือที่ชนะการประกวดระเบียบแถวลูกเสือ เนตรานารี ของจังหวัดราชบุรีประจำปี 2559 ดังนี้

ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น 
ประเภทผู้บริหาร
  • นายสำราญ     สุขาภิรมย์  ผอ.ลูกเสือ รร.อนุบาลปากท่อ
  • นายบุญช่วย    ความดี      ผอ.ลูกเสือ รร.วัดชัฎใหญ่
  • นายรัตน์          มากเมือง  ผอ.ลูกเสือ รร.สีวะรา
ประเภทผู้สอน
  • นางวันเพ็ญ    กีรติจำเริญ รร.วัดพเนินพลู
  • นายจรูญ        ฟากฟื้น      รร.อนุบาลปากท่อ
  • นายมานพ      ศรัทธาผล  รร.สุริยวงศ์
  • นายสุรเชษฐ์  เต็มชื่น       รร.มัธยมวัดไทรราษฎร์อุปถัมภ์
กองลูกเสือที่ชนะการประกวดระเบียบแถวฯ
ระดับจังหวัด
  •  ชนะเลิศ        รร.บ้านโป่งกระทิงบน
  • รองชนะเลิศ   รร.เทพวิทยา
ระดับเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.รบ.เขต 1)
  • ชนะเลิศ                      รร.บ้านโป่งกระทิงบน
  • รองชนะเลิศอันดับ 1   รร.กองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา
  • รองชนะเลิศอันดับ 2   รร.ราชโบริกานุเคราะห์
  • รองชนะเลิศอันดับ 3   รร.อนุบาลปากท่อ
ในพิธีฯ ได้จัดให้มีการทบทวนคำปฎิญาณของลูกเสือ และเดินสวนสนามต่อหน้าธงลูกเสือประจำจังหวัดราชบุรี ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยพระองค์ท่านทรงดำรงตำแหน่ง บรมราชูปถัมภ์คณะลูกเสือแห่งชาติ เนื่องจากสภาพอากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าวส่งผลให้ลูกเสือเนตรานารีหลายคน มีอาการเป็นลมจำนวนมาก แต่พิธีฯ ก็ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย จนกระทั่งเสร็จพิธีฯ ประมาณ 10:30 น. 

ธงลูกเสือประจำ จ.ราชบุรี
(พระราชทาน)






















ดูคลิบวิดีโอ

*************************
ภาพ/ข่าว : สุชาต จันทรวงศ์
อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บ้านโป่งกระทิงบน คว้าแชมป์เป็นตัวแทน จ.ราชบุรี

โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ชนะเลิศการประกวดระเบียบแถวลูกเสือ เนตรนารี ประจำปี 2559 เป็นตัวแทนจังหวัดราชบุรีเข้าร่วมประกวดในระดับประเทศ... 


เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2559 เวลา 09:00 น. สำนักงานลูกเสือจังหวัดราชบุรี จัดให้มีการประกวดระเบียบแถวลูกเสือ เนตรนารี ประจำปี 2559 โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 1 (สพป.ราชบุรี เขต 1) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดการประกวดในระดับ สพป.ราชบุรี เขต 1 และในระดับจังหวัด โดยจัดขึ้น ณ สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านลูกเสือจำนวน 9 ท่านเป็นคณะกรรมการ นำโดยนายประกิจ ธาราพันธ์ เป็นประธานกรรมการ การจัดประกวดครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้ลูกเสือ เนตรนารี มีระเบียบวินัย มีความเข็มแข็ง อดทน อดกลั้น รู้จักเสียสละ และช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม และเพื่อคัดเลือกกองลูกเสือเป็นตัวแทนจังหวัดราชบุรีเข้าร่วมประกวดในระดับประเทศต่อไป   




ในส่วนของ สพป.ราชบุรี เขต 1 มีโรงเรียนส่งกองลูกเสือเข้าประกวดจำนวน 4 โรงเรียน ได้แก่ รร.ราชโบริกานุเคราะห์ รร.อนุบาลปากท่อ รร.บ้านโป่งกระทิงบน และ รร.กองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา ผลการประกวด รร.บ้านโป่งกระทิงบน ชนะเลิศในระดับ สพป.ราชบุรี เขต 1 รองลงมาได้แก่ รร.กองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา 


ต่อมา เป็นการประกวดในระดับจังหวัด โดย รร.เทพวิทยา อ.บ้านโป่ง  เป็นตัวแทนของ สพป.ราชบุรี เขต 2 แข่งขันกับ รร.บ้านโป่งกระทิงบน ซึ่งเป็นตัวแทนของ สพป.ราชบุรี เขต 1 ทั้ง 2 โรงเรียนทำได้ดีทั้งคู่จนเป็นที่หนักใจของคณะกรรมการ ผลสุดท้าย รร.บ้านโป่งกระทิงบน ชนะไปอย่างฉิวเฉียด ได้เป็นตัวแทนของจังหวัดราชบุรี  เข้าร่วมประกวดระเบียบแถวลูกเสือ เนตรนารี ประจำปี 2559 ในระดับประเทศต่อไป

ดูคลิบวิดีโอ


**************************
ภาพ/ข่าว : สุชาต จันทรวงศ์
อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ทั่วโลกชื่นชมน้ำใจคนไทย ติดอันดับ 9 ประเทศใจบุญ

น้ำใจไทย ติดอันดับ 9 ประเทศใจบุญ เผยขยับขึ้นจากอันดับ 25 จากปีก่อน เนื่องจากความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา วานนี้ (20 ธันวาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลสำรวจและจัดอันดับประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลก ประจำปี 2011 หรือ "เวิลด์ กีฟวิ่ง อินเด็กซ์ 2011" ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ในปีนี้ประชาชนจำนวนมากอุทิศตนเอง เพื่อช่วยเหลืองานด้านการกุศลมากขึ้น แต่การบริจาคเป็นเงินสดมีจำนวนลดลง เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ
สำหรับ ผลสำรวจประจำปี ระบุว่า สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ใจบุญที่สุดในโลก เพราะในปีที่ผ่านมา ทางสหรัฐได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลมากถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประชากรของอเมริกันกว่า 43 เปอร์เซ็นต์ ได้อุทิศตัวทำงานการกุศลกับองค์กรต่าง ๆ และประชากรกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ ยินดีที่จะช่วงเหลือผู้คนแปลกหน้าที่ได้รับความเดือดร้อน
ส่วนประเทศที่ได้รับตำแหน่งให้เป็นชาติใจบุญอันดับที่ 2 คือ ประเทศไอร์แลนด์ โดยผลสำรวจพบว่า ชาวไอร์แลนด์กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นประจำทุกเดือน และกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ ยินดีที่จะช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้
ประเทศที่ติดอันดับใจบุญอันดับรองลงมา ได้แก่ ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, แคนาดา, ศรีลังกา, ไทย และ ลาว เป็นต้น
สำหรับ ประเทศไทยเป็นชาติใจบุญติดอันดับ 9 ของโลก และยังเป็นชาติใจบุญอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชีย รองจากประเทศศรีลังกา ซึ่งผลสำรวจระบุว่า ประเทศไทยขยับจากอับดับที่ 25 ในปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจาก ภาพลักษณ์ความสามัคคีของชาวไทยที่กลับมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้ง ที่ผ่านมา ทำให้ทั่วโลกเห็นว่า คนไทยมีน้ำใจและสามัคคีกันในยามทุกข์ ทั้ง ๆ ที่เมื่อไม่นานมานี้ คนไทยนั้นต้องเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก ส่วนประเทศที่ใจบุญน้อยที่สุดในโลกได้แก่ ประเทศมาดากัสการ์ ซึ่งติดอยู่ในอันดับที่ 153 อันดับรองลงมาคือ ประเทศบุรุนดี และ ประเทศกรีซ เนื่องจากประเทศดังกล่าวกำลังประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งภาวะหนี้ และภาวะล้มละลาย อย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา
อ่านต่อ >>

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทำดีถวายในหลวง

โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ บูรณวิทยา ได้กำหนดการจัดงานวันพ่อ ในวันที่ 2 ธค.54


โดยมีรายละเอียดดังนี้


1.จัดกิจกรรม"ทำสมาธี ส่งใจ พ่อหายป่วย" คือการนั่งสมาธิ ทุกเช้าก่อนเข้าเรียนตั้งแต่08.15-08.25 ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.-2 ธค. 54


2.กิจกรรมนิทรรศการ" รูปฉันกับพ่อ"คือประกวดภาพถ่ายรูของนักเรียนกับบุคคลที่เป็นพ่อหรือเสมือนพ่อ ไม่จำกัดขนาด และเวลาการถ่าย


เพื่อนำมาจัดนิทรรศการ


3.ระดับอนุบาล-ป.1 ประกวดระบายสีภาพในหลวงของเรา มีรางวัลพร้อมเกียรติบัตร


4.ระดับ ป.1-2 ประกวดระบายสีภาพในหลวง และ บรรยายใต้ภาพ ไม่น้อยกว่า 5 บรรทัด มีรางวัลพร้อมเกียรติบัตร


5.ระดับ ป.4-6 ประกวดเขียนเรียนเรียงความ "ทำความดีถวายในหลวง" มีรางวัลพร้อมเกียรติบัตร


6. ระดับม.1-3 ประกวดเรียงความเรื่อง "รักพ่อต้องพอเพียง" มีรางวัลพร้อมเกียรติบัตร


7 จัดกิจกรรม ใสบาตรวันศุกร์ที่ 2 ธค. 54 ณ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ บูรณวิทยา


โดยจะแบ่งอาหารส่วนหนึ่งไปทำบุญให้ผู้ประสบภัยนำท่วมที่มาพักที่ราชบุรีด้วย


***8*** จัดกิจกรรม "ออมเพื่อพ่อ" โดยโรงเรียนร่วมกับ ธนาคารออมสิน สาขา รอยัลพาร์ค (ห้างซันนี่) เปิดให้บริการเปิดบัญชีนอกสถานที่เพื่อรณรงค์ให้นักเรียนออมเงินเพื่ออนาคต และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยสมุดฝากเงินนี่นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้กับธนาคารตามปกติ และสาขานี้ก็เปิดให้บริการวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย


อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พลังเด็กสร้างโลก

สวัสดีค่ะวันนี้มีเรื่องอยากเล่าให้ได้เก็บไปลองทำดู
คือที่โรงเรียนครูกาญจน์มีปัญหามากเกี่ยวกับการที่ห้ามแม่ค้าไม่ให้ขายของเล่น
แล้วเค้าก็ไม่เชื่อ นำมาขายตลอด
จะไล่ไม่ให้ขายโรงเรียนก็สงสารแต่เขาก็ยังทำเฉย
ครูกาญจน์เคยเข้าร่วมโครงการคนไทยเท่านั้นที่ทำให้เมืองไทยน่าอยู่
ของมูลนิธิทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
และได้มีปรมาจารย์CEO.ท่านหนึ่งแนะนำว่าทำไมเธอไม่สร้างสโลแกนนี้ในโรงเรียน
วันนี้ก็เลยสะกิดต่อมอยากลองมาใช้กับเด็ก ๆ ระดับ ป.1-ป.6
ได้เก็บเอาสโลแกน"คนไทยเท่านั้นที่ทำให้เมืองไทนหน้าอยู่"
มาปลูกฝังเด็กว่า "เด็กบูรณะเท่านนั้นที่ให้บูรณะน่าอยู่"
โดยการให้เด็กรักโรงเรียน รักน้อง ๆ ไม่อยากให้น้องอนุบาลอ้อนพ่อแม่ซื้อ
และอยากให้โรงเรียน สวยงาม
..และแล้ว... วันนี้มีเด็กกลุ่มหนึ่งไปบอกแม่ค้าว่า
"ป้าคุณเค้าไม้ให้ขายของเล่นทำไมป้ายังขายอยู่หล่ะค่ะ?
ป้าขายอย่างอื่นที่มีประโยชน์ก็ได้
หนูเป็นเด็ก เป็นนักเรียนหนูยังเชื่อครูเลย
ทำไมป้าไม่เชื่อที่ครูเค้าขอร้อง..
คนที่ 1 ไป..ป้าก็เฉย ๆ ไม่ตอบ
พอมีคนที่ 2..3 ...4
ป้าคงรู้สึกละอาย บอกว่าพรุ่งนี้จะไม่นำมาขายแล้ว
ครูกาญจน์ก็จะดูซิว่า พลังของเด็ก..จะเปลี่ยนโลกนี้ไดไหมหนอ...
แต่ถ้าเราไม่ย่อท้อที่จะปลูกฝังให้เด็กทำดี
เราก็จะเป็นครูที่มีความสุข..จริงมั๊ยคะ
(ตอนเขียนอมยิ้มอยู่นะคะ)
โรงเรียนไหนจะใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน

ขอบคุณสโลแกนตั้งต้น"คนไทยเท่านั้นที่ทำให้เมืองไทยน่าอยู่"
ขอบคุณปรมาจารย์ด้านความคิด พันเอก สุชาติ จันทรวงศ์
ขอบคุณแม่ค้าที่มีจิตสำนึกที่ดี
ขอบคุณนักเรียนที่กล้าหาญที่จะทำดี
ขอบคุณ..ความเป็นครู(ครุ)..ที่ทำให้ ฉัน..ตระหนัก..และไม่ย่อท้อ

ขอบคุณนะคะ
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คิดถึงคอลัมภ์นี้



ตอนนี้ยังไม่มีข่าวอะไรแต่มีข้อคิดมาฝากค่ะ
ถ้าเลือกได้ คุณจะเลือกสิ่งใด

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านของเธอ และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คน นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเธอ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า
‘ ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ'
‘ สามีของเธออยู่ในบ้านไหม' เขาถาม
‘ ไม่' เธอตอบ ‘เขาออกไปข้างนอก'
‘ ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก ‘ เขาตอบ
ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกับมาบ้าน เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
‘ ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด'
เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน
‘ เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก' เขาตอบ
‘ ทำไมล่ะ' เธอถาม
ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า ‘ เขาชื่อ ความมั่งคั่ง ‘
เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า
‘ เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก ‘
เขากล่าวต่อไปว่า
‘ บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ'
เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก
‘ วิเศษจริงๆ ‘ เขากล่าว
‘ เมื่อ เป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง'
ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย
‘ ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ'
ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษา จากมุมหนึ่งของบ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า
‘ จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง'
‘ เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ' สามีกล่าวกับภรรยา
‘ ออกไปข้างนอกและเชิญความรัก เข้ามาเป็นแขกของเราเถอะ'
ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า
‘ ใครคือความรัก โปรดเข้ามา และเป็นแขกของเราเถอะ'
ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป ด้วยความประหลาดใจ ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า
‘ ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ'
ชายชราตอบพร้อมกันว่า
"ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จคนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา ที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"
(ขอบคุณบทความดีๆ:http://board.postjung.com/519877.html)
อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อย่าให้เป็น...รัฐมาร...เลย


                กุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก ที่ความเชื่อแบบคริสตชนสอนให้“รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” และจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดง“โอวาทปาติโมกข์” คำสอนที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาแก่พุทธสาวก และปรากฎการณ์สำคัญที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต”
                แต่ดูเหมือนประเทศไทยกำลังก้าวสู่บรรยากาศของความตึงเครียด มากกว่าบรรยากาศของความรักและธรรมปฏิบัติ ที่สงบเย็น สันติและเบิกบาน
เหตุการณ์ชุมนุมในประเทศของกลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
กับกลุ่ม “เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ”ที่ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดิน และกลุ่ม “คนเสื้อแดง หรือ นปช.” (ซึ่งนัดหมายว่าจะชุมนุนกัน 19 ก.พ.2554)  เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศกับเขมรถึงขั้นปะทะกันในรูปแบบสงครามย่อยๆ  และปรากฏการณ์สินค้าราคาแพงที่กำลังทวีความรุนแรง และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยจำนวนมากทั้งประเทศ
                สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในเวลานี้ ย่อม“สะท้อนถึงเหตุปัจจัย” อันเป็นที่มาเป็นของเหตุการณ์ทั้งปวงที่อุบัติขึ้น
                ประการ หนึ่ง ย่อมส่อสะท้อนถึง “ความไม่เอาไหนของรัฐบาล”ในด้านการเมืองการปกครอง ที่ไม่สามารถทำให้รัฐและประชาชน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้ว 2 ปี
          และไม่สามารถดำเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับประเทศเขมร ซึ่งเป็น “คู่กัด”มาตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลอภิสิทธิ์1 ทำให้ภาพความล้มเหลวของการเมืองระหว่างประเทศกำเริบชัดขึ้น จากสถานการณ์สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา
                ประการ หนึ่ง ย่อมส่อสะท้อนถึง “ความไม่เอาไหนของรัฐบาล”ในด้านการบริหารเศรษฐกิจและการค้าในประเทศ แม้ว่าตัวเลขการส่งออกจะดีอย่างต่อเนื่อง แต่ในประเทศกลับเกิดภาวะสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพง สินค้าและผลผลิตการเกษตรขาดแคลน ตัวเลขเงินเฟ้อและค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวพุ่งสูงขึ้นจากภาวะน้ำมันแพง และสินค้าราคาแพง
          ประการหนึ่ง ย่อมส่อสะท้อนถึง “ความไม่เอาไหนของรัฐบาล” ด้าน ธรรมาภิบาล หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี ทำให้ปัญหาสาธารณะกลายเป็นระเบิดแสวงเครื่องในสังคมไทย ที่พร้อมจะระเบิดปัญหาความเดือดร้อนและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาสังคมไทย ให้พังพินาศได้ทุกเมื่อ
                เมื่อรัฐบาลไม่เอาไหน“เหตุปัจจัยเอก”ประการสำคัญที่เป็น “เหตุแห่งทุกข์”แท้จริง จึงพุ่งเป้าไปที่ “นักการเมือง” ที่เล่นบท “รัฐมนตรี”และ “นายกรัฐมนตรี”ที่ใช้อำนาจการบริหารรัฐกิจ และปกครองประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้
                แต่หนทางและประเด็นของการดับทุกข์ เพื่อเรียกความรักความสามัคคี ความสงบสันติสุขของรัฐชาติ ของรัฐบาลและนักการเมือง กลับชี้เป้าพุ่งปากกระบอกปืนไปที่ประชาชนเพียงฝ่ายเดียวกระนั้นหรือ?
                ทั้งๆที่ “โอวาทปฏิโมกข์”บ่มสอนให้ “ดับทุกข์...ที่เหตุแห่งทุกข์” และ เหตุสำคัญแห่งทุกข์อยู่ที่ “นักการเมืองและรัฐบาล”
               
                                                               THANYA101@HOTMAIL.COM
อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

สวัสดีค่ะ..วันนี้ครูกาญจน์มีเรื่องเล่ามาฝากกันอีกแล้วค่ะ แต่เป็นรื่องเล่าจากเรือนจำของผู้ต้องขังโทษสูงแห่งหนึ่งที่ ครูกาญจน์เคยมีโอกาสเข้าไปให้การอบรมเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด และได้ขออนุญาตรวมทั้งสัญญากับเขาเหล่านั้นว่า
จะนำเรื่องราวของพวกเขามาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น
เรื่องมีอยู่ว่า..ครูกาญจ์ได้เข้าไปเป็นวิทยากรเพียงคนเดียวในหัวข้อ ปัญหาของยาเสพติด เมื่อเข้าไปถึง..ได้พบ..ได้เจอ.ก็รู้สึก
.เอ..เราจะพูด..
จะอบรมพวกเขาอย่างไรไม่ให้กระทบจิตใจ เขาได้ เพราะบางคน อายุมากกว่าเรา บางคน ต้องโทษเพราะคดียาเสพติด
ครูกาญจน์จึงเริ่มต้นโดยการอภิปรายกลุ่ม (ให้เขาเป็นฝ่ายพูดดีกว่า)
แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อคือ
1.สาเหตุและแรงจูงใจให้ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด
2.เส้นทางการขยายตัวของยาเสพติด
3.การป้องกันที่ดีเพื่อต่อต้านยาเสพติด
พวกเขาต่างผลัดกันแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์
ที่ทั้งครูกาญจน์ และผู้คุมเจ้าของโครงการ ก็รู้สึกได้ว่าเป็นการดีที่เราได้รับรู้จากประสบการณ์ตรงของเขา และดีเสียอีกที่เขาเป็นฝ่ายพูด ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้
นช.1:ผมเป็นนักซิ่งครับ พี่ในกลุ่มมาท้าว่าถ้า***แน่จริงซิ่งผ่าด่านตำรวจได้กู
ให้ 20,000 บาท พอถูกจับถึงรู้ว่าในรถมียาเสพติดอยู่
นช.2:ผมรับแทนหัวหน้าที่เป็นนักการเมืองครับ เขาสัญญาว่าจะดูแลลูกเมียให้แต่
สุดท้ายเขาก็ทิ้งผม (คนนี้ผู้คุมบอกว่าไม่เคยเปิดปากพูดเลยวันนี้แกคงระบายความในใจ)

นช.3:ผมตั้งใจเลิกแต่พอตำรวจมาล่อซื้อใหราคาแพงลิบ
ผมโลภเองเลยถูกจับ
นช.4: ผมเป็นนักศึกษารอรถเมล์มีคนมาฝากให้ถือของเดียวเพื่อนมาเอา อยู่ ๆ
ตำรวจมาค้นตัวบอกว่าในถุงเป็นยาเสพติด(ปัจจุบันยังสู้คดีอยู่)
นช.5 :ผมเป็นเจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งผมแม่มีเชื้อเป็นเจ้าทางไทยใหญ่
เรียนจบมทาก็เปิดบริษัทที่ต้องติดต่อต่างชาติ(เขาบอกว่าเขาได้
สัญชาติออสเตรเลีย)ให้รถไปเทคแคร์ลูกค้าพอถูกจับนึกว่า
รถชนกันธรรมดาตำรวจค้นเจอยา รถเป็นชื่อผมเขาตามไปจับผมที่บริษัทตำรวจบอกว่าผมเป็น
เจ้าพ่อรายใหญ่ (ศาฏีกา ตัดสิน โทษ 33 ปี ปัจุบันติดมา12 ปี)
ที่ครูกาญจน์ นำมาเขียน มาเล่าสู่กันฟังนี้ อาจด้วยวันนี้
เป็นวันครู 16 มค.54
จึงอยากนำประสบการณ์ของผู้ที่พลาดไปแล้ว มาเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ผู้ต้องขังร้อยละ 90 ทุกคนจะเล่าถึงควมไม่ผิดของตยเอง ครูกาญจน์ก็ไม่รู้ว่าเขาโกหก รึเปล่า แต่หลายเรื่องมันเป็นเหตุการที่คาดไม่ถึง หรือว่าไม่น่าเกิดกับเราได้ เช่น นช.ที่ 1 , 4 และ 5 หากเขาไม่ผิด เขาก็น่าสงสารมาก
อีกอย่างเมื่อไม่กี่วันมานี่ครูกาญจน์ได้ติดตามนักเรียนคนหนึ่ง
ที่ขาดเรียนและพบโดยบังเอิญว่าเขากำลังก้าวสู่เส้น
ทางยาเสพติด เราได้แจ้งให้ แม่เขาทราบ และเขาพร้อมที่จะแก้ไขเราในฐานะครูก็ดีใจ ที่ช่วยเขาไว้ได้ทัน พอตอนเย็นไป ตลาดนัดเจอตำรวจจับวัยรุ่นติดยาระยะประชิดตัว ครูกาญจน์จึงรู้สึกว่าในวันเดียวเราเจอเรื่องยาเสพติด 2 เรื่อง จึงได้คิดว่ายาเสพติดกำลังก้าวกระโดดมากขึ้นทุกทีจึงตัดสินใจ
เอาเรื่องนี้มาเขียนอีกครั้งเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน
ขอบคุณ..เรื่องเล่าจากผู้ต้องขังคดียาเสพติดที่เข้ารับการอบรมคุณธรรม
ในเรือนจำกลางเขาบินราชบุรี และอาจารย์ ทวี เลขจิตร อนุศานาจารย์(ปัจจุบันท่านย้ายไปอยู่ฑัณทสถานบำบัดพิเศษสงขลา)
ขอให้ผลบุญของการเล่าเรื่องในครั้งนี้จงส่งผลให้บุคคลใน
เรื่องเล่ามีกายและใจที่เป็นสุข
ขอบคุณค่ะ
ครูกาญจน์ค่ะ
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เงินซื้ออะไรได้บ้าง


ตอนนี้หลายคนก้มหน้ากมตาทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตรา ปิดเทอมนี้ได้พักผ่อน 3 วัน อยากพักกาย พักใจ เลยมีเรื่องมาเล่าให้อ่านกัน

ทุกวันนี้ที่มาของความเครียดส่วนใหญ่ของผู้คนในสังคม มักมาจากการดิ้นรนหาเงินมาใช้จ่ายแทบทั้งนั้น
บางคนบอกว่าเงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้ แต่คนที่กระเสือกกระสนอาจจะคิดในมุมกลับว่า เงินทองเป็นของนอกกายก็จริง แต่ไม่ตายยิ่งหาได้ยากเข้าทุกที

มีคนพยายามบอกวิธีทำใจ ไม่ให้เห็นเงินเป็นเรื่องสำคัญเสียจนทำลายความสุขอื่นๆในชีวิตของเรา
เหมือนที่หลายคนหาเงินจนเกือบจะเหมือนการขายวิญญาณในเรื่องเล่าปรัมปราของฝรั่งไปเสียแล้ว ยอมทิ้งเวลาชื่นชมธรรมชาติ ไม่สนเดือนสนตะวัน ทิ้งเวลาหัวเราะหยอกล้อกับลูก เพียงเพราะต้องการหาเงินให้ได้มากขึ้น (ซึ่งเท่าไหร่ก็ดูเหมือนไม่พออยู่นั่นแหละ)
ถ้าเรามองว่าเงินเป็นเรื่อง “ไม่สำคัญ” คงมีหลายคนที่แย้งขึ้นมาทันทีว่า “แต่จำเป็น”
เอางี้ดีกว่า ลองไปดูกันว่า เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่างในโลกนั้นจริงไหม มีอะไรบ้าง?

เงินซื้อบ้านได้ แต่ซื้อความอบอุ่นในบ้านไม่ได้ เงินซื้อเตียงได้ แต่ซื้อการนอนหลับอย่างมีความสุขไม่ได้ เงินซื้อนาฬิกาได้ แต่ซื้อเวลาที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ เงินซื้อเลือดได้ แต่ซื้อชีวิตไม่ได้ เงินซื้อเซ็กซ์ได้ แต่ซื้อความรักที่แท้จริงไม่ได้ เงินซื้อตำแหน่งได้ แต่ซื้อความเคารพนับถือไม่ได้ เงินซื้อยาได้ แต่ซื้อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงไม่ได้ เงินซื้อกระดาษปากกาได้ แต่ซื้อความเป็นกวีไม่ได้ เงินซื้อความประจบสอพลอได้ แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้ เงินซื้อการตามใจได้ แต่ซื้อความจงรักภักดีไม่ได้ เงินซื้อเพชรนิลจินดาได้ แต่ซื้อความงามไม่ได้ เงินซื้อความสนุกชั่วคราวได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้ เงินซื้อเพื่อนร่วมทางได้ แต่ซื้อเพื่อนแท้ไม่ได้ เงินซื้อเมียที่สวยได้ แต่ซื้อแม่ที่ดีให้ลูกไม่ได้
ในต่างประเทศ เคยมีการทำแบบสอบถามไปยังกลุ่มเศรษฐีเงินล้านขึ้นไป พบว่าพวกเขาส่วนใหญ่ตอบคำถามที่ว่า อะไรทำให้มีความสุข คำตอบได้แก่ นอนแช่อ่างน้ำในห้องน้ำนานๆ บางคนบอกว่ามีความสุขเมื่อได้นอนสักงีบตอนบ่าย หรือได้ออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ ฯลฯ

ในทางการแพทย์ยืนยันว่า คนที่เข้าใจ ไม่อิฉาริษยา ไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา จะเป็นคนที่มีความสุขมากขึ้น สุขภาพก็จะดีขึ้นไปด้วยอย่างน่าอัศจรรย์


มันไม่สำคัญหรอกว่า ส้วมทองคำฝังเพชรของคุณจะราคาเท่าไหร่ มันสำคัญที่ว่า เวลาเข้าส้วมแล้วคุณถ่ายคล่องไหม ถ้าไม่ จงกินผัก!
จริงงงงงมะ.....


อ่านต่อ >>

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วิ่งตามอะไรกัน



ไม่ได้มาเขียนซะนานก็ยุ่ง ๆช่วงนักเรียนสอบ แต่ก็ไม่ลืมบล็อกนี้อยู่แล้ว


ช่วงนี้เข้าพรรษา เลยมีเรื่องเล่าจากวัดมาให้อ่านกันค่ะ



วิ่งตามอะไรกันในชีวิต


มีเรื่องเล่าว่า...


มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...


วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...


จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...


ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน... ก่อนทอดกฐิน..ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...


หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา... บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...


แล้วเอาเชือกมาด้วย... หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา...


ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ... หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...


พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี... เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...


ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว... โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...


น่าสงสารหมามาก... หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...


ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ... หัวเราะเยาะหมา...


ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้... ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...


หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว... ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...


แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...


มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...


ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...


ต้องเติมตลอดเวลา...


เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...


อยากสวย...อยากทันสมัย...


ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่...


ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...


อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...


ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...


ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด... ๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...


ของเราตกรุ่น... ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...


ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว... ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...


ของเรากลายเป็นเชย... เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...


หาเงินมา... เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...


ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...


รถยนต์คันใหม่... เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส... เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...


ปัจจุบัน... เรากำลังไล่งับความทันสมัย...


เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...


ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...


น่าสงสารไหมโยม... คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...


ด่าว่า...หมามันโง่...


ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...


ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...


หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง

อยู่อย่างพอเพียงตามรอยพ่อ
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นักเรียนกองทัพบกชนะเลิศการประกวดยอดนักพูด





ท่านผู้ทีเกียรติคะ ในสมัยก่อนพุทธกาลนั้น
บุคคลทั่วไปนับถือ ศาสนาพราห์ม ฮินดูซึ่งกล่าวเอาไว้ว่า พระพรหม คือ ผู้สร้าง ต่อมาเมื่อพระพุทธองค์มาตรัสรู้ ก็พบว่า แท้จริงแล้ว สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย เช่นว่า มนุษย์นี้เกิดขึ้น เพราะมีกรรมของตนเอง และ พ่อกับแม่ของเรานั้นเป็นผู้สร้างเราขึ้นมา จึงกล่าวได้ว่า พระพรหม ตามความหมายที่เข้าใจว่าเป็นผู้สร้างโลก สร้างคน ก็ได้แก่ พ่อและแม่ของเรานี้เอง
ดังพุทธภาษิตที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ใน อารยวินัยนี้ เรากล่าวว่า น้ำนมของมารดา กลั่นออกมาจากสายโลหิต” ดังนั้น พ่อและแม่ ย่อมสร้างทุกอย่างเพื่อลูก แม้เลือดในอกก็กลั่นให้ลูกได้ ท่านจึงเป็นพระพรหมผู้สร้างลูกอย่างแท้จริง
ถ้าเรา นับวันแรกที่แม่ตั้งครรภ์ท่านก็ใฝ่ฝันและสวดภาวนาให้ลูกรักเกิดมาอย่างปลอดภัย ท่าน อด ต่อความอยาก ลำบากต่อการนอนนั่ง แม้จะเหนื่อยและหนักท่านก็ไม่บน ท่านสู้ทนเพราะรักลูกแม่บำรุงครรภ์จนครบครันเมื่อวันที่ลูกเกิด เป็นวันที่แม่แสนจะเจ็บปวดที่สุดในชีวิตแต่พอเห็นลูกปลอดภัยท่านก็อิ่มใจและเป็นสุขแม้ว่าลูกจะพิการท่านก็ไม่รำคาญเลี้ยงดู ท่านยอมรับและให้รักจนหมดใจแน่นอนค่ะพวกเราทุกๆ คน ยังคงจดจำ แววตาแห่งความเมตตาวาจาแห่งความเอื้ออาทร คำสอนที่ห่วงใยจากดวงใจของแม่ได้เสมอ
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพค่ะ ก่อนจากกันวันนี้ หนูมีกลอนบทหนึ่ง ที่อยากบอกกับทุกคน ให้รับรู้ว่า เหตุใด แม่จึงสมควรแก่การยกย่องและเทิดทูล
ผู้หญิงเป็น..มารดามหาบุรุษ เป็น พระพุทธก็เป็นได้ไม่น้อยหน้า
เป็น ผู้นำยุคสมัยในโลกา เป็น ภรรยาสุดแสนดีสามีรัก
เป็น ผู้อวดองค์อรชรชวนชม้าย เป็น สหายแห่งชีวิตสิทธิศักดิ์
เป็น แม่ทัพนำไทยให้คึกคัก เป็น เสาหลักการเมืองเรืองฤทธี
เป็น ขวัญเรือนรินธรรมชี้นำลูก เป็น ผู้ปลูกค่านิยมสมศักดิ์ศรี
เป็น ผู้กล้าที่ก้าวนำทำความดี เป็น ผู้มีศักยภาพควรปราบดา
นี่แหละคือผู้หญิงที่จริงแท้ โลกควรแก้เกณฑ์กดลดโมหา
เคารพหญิงอย่างที่เป็นเช่นสัจจา เพราะหญิงคือ มารดาแห่งแผ่นดิน .
บทความท่อนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่
เด็กหญิงรัตนาภรณ์ ขันแก้ว นักเรียนชั้น ป.5/1 โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยา
ได้ ชนะเลิศการประกวดยอดนักพูด ในงานวันแม่ที่สำนักปฏิบัติธรรมสวนแก้ว ราชบุรี
โดยได้รับการฝึกซ้อมและรวบรวมบทความโดย
คุณครูกาญจนา จันทรดาสุฃ
นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังได้รับอีกรางวัลคือ
เด็กหญิงปราญชลี ฤทธิ์แรงกล้า ป.5/1รองชนะเลิศอันดับ 1 ร้องเพลงพระคุณแม่
เด็กหญิงดวงพร อินทร์แปลง/เด็กหญิงสุชาดา เพ็ชรจาราไนย ป.6/1 ชมเชยอันดับ 2 ตอบปัญหาธรรมะ
เก่งมากเลยนะเด็กๆ

อ่านต่อ >>

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บรรยากาศแห่เทียน ร.ร.ทบอ.บูรณวิทยา

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม 53 ที่ผ่านมา ร.ร.กองทัพบกฯ บูรณวิทยา ใช้ชั่วโมงลูกเสือร่วมกัน



น้องแป้ง กับ น้องเดือน ป.6 ทำหน้าที่ "นางเทียนพร้อมแล้วค่ะ"
วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 53 นำต้นเทียนไปถวายวัดถ้ำสิงโตทอง
อ.จอมบึงจ.ราชบุรี จัดตัวแทยห้องละ 2 คนตั้งแต่ ป.1- ม.3 รวม 40 คน
ครูและทหาร อีก 16 คนร่วมเป็นตัวแทน







งานนี้ผู้มีติตศรัทธาร่วมทำบุญเป็นเงิน 17,540.25 บาท สาธุ..สาธุ
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เครือข่ายคุณธรรมในสถานศึกษา

โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บูรณวิทยาได้ส่งครู จำนวน 8 ท่าน เข้าร่วมการอบรมการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมภายในสถานศึกษา เมื่อกลางเดือนมิถุนายน
บัดนี้คุณครูทั้ง 8 ท่านไ
ด้นำความรู้ที่ได้รับ กลับมาขยายผลภายในโรงเรียน

ตอนนี้..โรงเรียนแห่งนี้ จะมีการหมุนเวียน ครูมาอบรมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนในเวลาเช้าหลังเคารพธงชาติ
และก่อนเรียนทุกรายวิชา อย่างน้อย 5 นาที เพื่อปรับคลื่นสมองให้พร้อมรับการเรียน


ต้องขอขอบคุณ ผู้บริหารโรงเรียนสมัยนั้นที่ีเห็นความสำคัญของการสร้างคนดี ครูทั้ง 8 คน จึงได้ไปอบรมที่ ดี ดี และกลับมาทำกิจกรรมดี ๆ

















อ่านต่อ >>

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ทำความดีถวายในหลวงที่ บูรณวิทยา



วันที่ 6 กรกฎาคม 2553
โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ บูรณวิทยา ได้จัดโครงการทำความดีถวายในหลวง ด้วยการบริจาคโลหิต ณอาคารสายใยรักฯ ตั้งแต่เวลา 09.00-12.30 น. โดยรถหน่วยเคลื่อนที่ขอ
งโรงพยาบาลราชบุรี
มีบุคคลหลายฝ่ายให้การสนับสนุนมาบริจาค เช่น ผู้ปกครอง ทหาร พระ-เณร ฯ ล ฯ
ได้ผู้บริจาค 44 ราย คิดเป็น 15400 ซี
ซี
ผู้บริจาคร่างกาย และอวัยวะ อีก 12 ราย

มาชมภาพกันดีกว่าค่ะ

ีี่นักเรียนกลุ่มจิตอาสารับลงทะเบียน


กำลังใจจากกาชาด















หน่วยงานอ่ื่น ๆ ก็มาร่วมด้วย



อนุโมทนาบุญกันทุกคน
อ่านต่อ >>

วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของสังคมไทย

มุมมอง...ธัญญา ศิโรรัตน์ธัญโชค

ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของสังคมไทย

ผมถือว่าปัญหาเด็ก และเยาวชน เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมและครอบครัว หากไม่มีการจัดการแก้ไขกันอย่างถูกต้องให้ถึงรากเหง้าของปัญหา ก็อาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของสังคมไทยในอนาคตได้

เพราะเด็กวันนี้ ก็คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เหมือนกับพวกเด็กๆเมื่อ 35 ถึง 60 กว่าปีที่แล้ว ที่กำลังออกลาย อาละวาดทำร้ายทำลายเศรษฐกิจ สังคมและความสงบสุขของประเทศไทย แย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างไร้ยางอาย ไม่เกรงกลัวชั่วบาปกันอยู่ในเวลานี้

ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อครับ เมื่อสถาบันรามจิตติ(2553) รายงานผลการวิจัยว่า ตลอดปี 2552 มีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 19 ปี ทำคลอดถึง 6.9 หมื่นราย คิดเฉลี่ยวันละ 190 ราย

ที่น่าเศร้าใจก็คือ ในจำนวนนี้ มีทั้งเด็กหญิงและนางสาวที่ยังอยู่ในวัยเรียนระดับมัธยมตอนต้นและตอนปลาย ในโรงเรียนอาชีวศึกษาและสามัญศึกษา ตลอดจนระดับอุดมศึกษารวมอยู่ด้วย และเด็กอาชีวะกับเด็กระดับอุดมศึกษาถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ก็ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว

แน่นอนครับว่า เมื่อเด็กตั้งครรภ์ อนาคตทางการเรียนก็จำต้องหยุดชะงักลง 1-2 ปี เป็นอย่างน้อย เพราะคงไม่มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งไหนยอมให้เด็กอุ้มท้องเข้าไปนั่งเรียนอวดสายตาเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนแน่
แม้ว่าจะมีการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน.รองรับ แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าไปเรียนได้อย่างต่อเนื่องในบัดดล เพราะถ้าเด็กอายุไม่ถึง 15 ปี หรือออกไปไม่ถูกจังหวะเวลาที่เขาเปิดรับสมัคร ก็คงต้องอุ้มท้องรอไปก่อน

ถึงคลอดลูกแล้วก็อย่าหวังว่า จะได้กลับเข้าไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆได้ตามปกติ เหมือนกับตอนที่ยังเป็นเด็กหญิง หรือนางสาวคิกขุอาโนเนะ ไร้เดียงสาดังแต่ก่อน

ส่วนใหญ่โรงเรียนประเภทสามัญศึกษาก็ต้องขอร้องให้เด็กลาออก เชิญให้ออก หรือไล่ออกตั้งแต่เริ่มรับรู้ว่าเด็กจับคู่มีเพศสัมพันธ์ หรือเมื่อรู้ว่าเด็กเริ่มตั้งครรภ์แล้ว

เพราะถ้าไม่ให้ออกก็ต้องคอยตอบคำถามผู้ปกครองเด็กคนอื่นๆ และต้องทนรับฟังเสียงเล่าลือถึงกิตติศัพท์ฉาวโฉ่ทางเพศของลูกศิษย์ให้ได้

สุดท้ายเด็กบางคนก็จะกลายเป็นเหยื่อลมปากของเพื่อนร่วมสถาบัน บางรายก็เลยกลายเป็นเด็กใจแตกใจง่ายเป็นเหยื่อของนักล่าสวาททั้งในและนอกโรงเรียน หรือไม่ก็แปรผันตัวเองเป็นนักเก็บสถิติอันไม่พึงประสงค์ โดยที่อาจจะเต็มใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้

ถ้าลูกหลานใครต้องตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ ก็นับว่าน่าเวทนาสงสารเป็นอย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุเหล่านี้หรือเปล่า ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข จึงชง(ร่าง)พระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยเจริญพันธุ์ พ.ศ..... เสนอท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรี ออกเป็นกฎหมายรับรองสิทธิของทุกคนที่จะต้องมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี

และยังช่วยป้องกันการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิด้านต่างๆของหญิงมีครรภ์ด้วย ซึ่งหากมองโดยมุมของหลักสิทธิมนุษยชน ก็นับว่าเป็นหลักการที่ดี

แต่หลายคนก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ในสาระบัญญัติแห่งมาตรา 12 ที่ว่า “ในกรณีที่ สถานศึกษา มีหญิงมีครรภ์ ที่อยู่ในระหว่างศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องอนุญาตให้หญิงมีครรภ์ ศึกษาต่อในระหว่างตั้งครรภ์ และกลับมาศึกษาต่อได้ภายหลังคลอดบุตรแล้ว”

อันนี้รู้สึกว่าครูอาจารย์ รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะช็อกครับ ยอมรับกันไม่ค่อยได้

แม้กระทั่งนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ก็ยังแทงกั๊ก โดยออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน(มติชน 9 ก.ค.2553)ว่า “เรื่องนี้ทาง ศธ.กำลังติดตามอยู่ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.เน้นเรื่องของมาตรการป้องกัน เพราะตัวเลขของนักเรียนที่ประสบปัญหาดังกล่าวมีเพิ่มขึ้นทุกปี”

ท่านรัฐมนตรี ชินวรณ์ บอกด้วยครับว่า ที่ผ่านมาได้เข้าไปดูแลเรื่องหลักสูตรของวิชาเพศศึกษาให้เหมาะสมแต่ละวัย ซึ่งก็ตรงกับสาระบัญญัติมาตราที่ 7 แห่งร่าง พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่ ให้สถานศึกษาจัดให้มีการสอนเพศศึกษาอย่างถูกต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะและวัยของผู้เรียน

แต่...โปรดย้อนกลับไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ที่ย่อหน้าแรก โดยเฉพาะวรรคท้ายในเครื่องหมายคำพูดอีกครั้ง ว่าทำไมท่านรัฐมนตรีถึงอิดออดไม่ยอมรับลูกเรื่อง นี้ในฉับพลันทันที

พูดให้ชัดคือ กระทรวงศึกษาธิการกำลังประสบกับความล้มเหลว ในมาตรการป้องกันหรือการใช้หลักสูตรเพศศึกษาในโรงเรียน ใช่หรือไม่ ? จำนวนตัวเลขของนักเรียนที่ประสบปัญหาจึงเพิ่มขึ้นทุกปี

ขนาดท่านรัฐมนตรีมีครูและผู้บริหารสถานศึกษาราว 6-7 แสนคนอยู่ในมือเด็ก(หญิง)ยังยับเยิน แล้วกระทรวงคุณหมอมียาดีอะไรไม่ทราบ จึงกล้าหาญชาญชัยออกกฎหมายมารับรองสิทธิเด็ก(หญิง)ที่ตั้งครรภ์ แบบเตะทิ้งขนบธรรมเนียมประเพณีทางการศึกษา

ซึ่งถือปฏิบัติกันมาแต่เดิมว่านักเรียนนักศึกษาต้องมีสถานะภาพโสด ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกมากวนตัว มีผัวมีเมียมากวนใจในระหว่างวัยเรียน

ผมไม่ได้มีจิตเจตนาที่จะละเลยสิทธิในความเป็นมนุษย์ สิทธิที่จะต้องได้เรียน ได้รับการคุ้มครองของเด็ก(หญิง)แต่ประการใดนะครับ แต่สิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องมีกรอบขอบเขตที่ถูกต้องเหมาะสม ปัญหาและผลกระทบจึงจะไม่เกิดทั้งกับตัวบุคคล สังคมและระบบ

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเคยตรัสสอนไว้ว่า ...สิทธิและเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยนี้ต้อง “พอสมควร”...

ในหนังสือ “ดอนบอสโก นักอบรม” ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงในการช่วยเหลือบรรดาเด็กและเยาวชนชาย หญิงให้พ้นจากความเสื่อมทรามของสังคมในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็กล่าวไว้ว่า
“การอบรมที่มุ่งแต่ด้านวิชาการ ศิลปะและความก้าวหน้าฝ่ายร่างกาย โดยละเว้นด้านศีลธรรม ฤทธิกุศล และอิสรภาพอันมีขอบเขต จะนำความพินาศมาสู่มนุษย์ ครอบครัวและประเทศชาติอย่างไม่ต้องสงสัย”

ผมไม่อยากกล่าวหาหรอกครับว่า ที่การศึกษาไทยล้มเหลวจมปลักมาถึงทุกวันนี้ ก็เพราะคนของพรรคประชาธิปัตย์ครองเก้าอี้กระทรวงนี้อยู่มากกว่า 20 ปี มาเจอะพรรคชาติไทยหักไม้เรียวซ้ำ

และพรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณ ขยี้ซ้ำจนช้ำเลือดช้ำหนอง เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ตามเกณฑ์เป็นหมื่นเป็นแสนคน ซึ่งผลของฝีหนองกำลังแตกเละให้เห็นอยู่ในเวลานี้

อย่าพึ่งเที่ยวไปเอาอย่างสิงคโปร์ หรือประเทศที่การศึกษาและคนของเขาได้รับการพัฒนาดีถึงระดับหนึ่งแล้ว มาเปรียบเทียบกับเด็ก เยาวชนและสังคมไทยในเวลานี้นะครับ ผมขอร้องล่ะ...

ลองนึกภาพดูสิครับ ประเทศและสังคมไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้าหากผู้ใหญ่ในอนาคตวันนี้ ยังเป็นเด็กที่ไม่เอาถ่าน อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดไม่เป็น แถมเป็นเด็กที่มีปัญหา เป็นแม่เป็นพ่อที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่เลี้ยงลูกไม่ถูกต้อง อบรมลูกไม่เป็นเท่านั้น แต่ทว่าตัวเองก็ยังเอาไม่รอดด้วย ซักถุงเท้า-ชุดชั้นในเองเป็นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลยครับ

แต่จะว่าไปแล้ว หันกลับมาโทษผู้ใหญ่อย่างเราๆกันเองดีกว่าครับ เพราะเด็กก็คือเด็ก ถ้าผู้ใหญ่เป็นพ่อปูแม่ปู เด็กก็เป็นลูกปู ถ้าครูบาอาจารย์เป็นได้แค่ชะนี ไม่ได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนเด็กทั้งความรู้และคุณธรรม และปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดี แล้วใครล่ะครับ! จะเป็นผู้อบรมเด็กให้เป็นคนดีได้
อ่านต่อ >>

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คนไทย-ราชบุรี เตรียมต้อนรับพระธาตุ นักบุญยอห์น บอสโก

     ซิสเตอร์นิภา กู้ทรัพย์ จิตตาธิการผู้ร่วมงานฯได้ประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาและผู้ร่วมงานซาเลเซียนบ้านนารีวุฒิ โดยแจ้งให้ทราบถึงกำหนดการต้อนรับพระธาตุของนักบุญยอห์น บอสโก ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากพระศาสนจักรให้เป็น “บิดาแห่งเด็กกำพร้า” หรือ ที่สมญานามที่รู้จักกันทั่วโลกว่า “บิดา อาจารย์และเพื่อนของเยาวชน” เนื่องในช่วง คศ.1846 –1888 นักบุญยอห์น บอสโก ได้เริ่มงานให้การช่วยเหลือเด็กกำพร้า เยาวชนที่ยากจนและถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมากกว่า 700 คนให้พ้นจากการเป็นเหยื่อของความเสื่อมทรามทางด้านศีลธรรม การกดขี่เอาเปรียบจากนายจ้างที่ใช้แรงงานเด็ก รับอุปการะให้ที่พักอาศัยที่อาศัย การศึกษาและการอบรมทั้งทางด้านศีลธรรม คุณธรรม การฝึกทักษะอาชีพ ทำให้เด็กเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี เติบโตขึ้นและอุทิศตนเป็นนักบวชตามจิตตารมณ์ของท่านนักบุญยอห์น บอสโก จำนวนมาก ซึ่งท่านได้ก่อตั้งคณะนักบุญฟรังซิส เดอ ซาลส์         คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์(นักบวชหญิง-ซิสเตอร์) และคณะผู้ร่วมงานซาเลเซียน ซึ่งเป็นฆราวาสที่อุทิศตนทำงานร่วมกับท่านในกิจการเพื่อช่วยเด็กและเยาวชนทั้งชายและหญิง ให้รอดพ้นจากบาปและการผจญล่อลวงต่างๆ และด้วยความเสียสละอุทิศชีวิตและการงานของท่านเพื่อเด็กและเยาวชนด้วยความรักอย่างจริงใจ ทำให้ท่านได้รับพระพรเป็นพิเศษจากพระเป็นเจ้า ให้บรรลุถึงความศักดิ์สิทธ์ตามพระคริสตธรรม และเป็นที่เคารพรักของสมาชิก ศิษย์เก่าซาเลเซียนทั่วโลกทั้งที่เป็นคริสตชนและพุทธศาสนิกชน


           และเป็นโอกาสดีที่ปลายปีนี้จะมีการอัญเชิญพระธาตุของนักบุญยอห์น บอสโก
จากเมืองตุริน ประเทศอิตาลี ไปทั่วโลกเพื่อให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้คารวะและรำลึกถึงคุณความดีของท่าน สำหรับประเทศไทย ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 พระธาตุจะเดินทางมาถึง สนามบินสุวรรณภูมิ มีพิธีต้อนรับที่สนามบิน และอัญเชิญพระธาตุเข้าสู่โบสถ์นักบุญยอห์น บอสโก
ที่กรุงเทพฯ ประกอบพิธีต้อนรับพระธาตุ ด้วยการเชิญมุขนายกทุกองค์ทุกมิสซังในประเทศไทยร่วมพิธี
พระธาตุจะตั้งที่โบสถ์แห่งนี้สองคืน จากนั้น วันที่ 20 พฤศจิกายนพระธาตุถูกอัญเชิญโดย รถยนต์ไปยังโบสถ์นักบุญยอแซฟ บ้านโป่ง (ติดกับโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย) อ.บ้านโป่งจ.ราชบุรี และจะตั้งไว้ให้ประชาชนได้คารวะสองคืน วันที่ 22 พฤศจิกายน พระธาตุ ถูกอัญเชิญไปยังอาสนวิหารแม่พระบังเกิด
ที่บางนกแขวก จ.สมุทรสงคราม วันที่ 23 พฤศจิกายน พระธาตุ ถูกอัญเชิญไปยังโรงเรียหัวหินวิทยาลัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 24 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญไปยัง อาสนวิหารมิสซังคาทอลิกเขตสุราษฎร์ธานี (โดยแวะห้วยยาง)  วันที่ 25 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญไปยัง โรงเรียนแสงทองวิทยา หาดใหญ่ จ. สงขลา  วันที่ 26 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญโดย เครื่องบินไปยังโรงเรียนดอนบอสโก วิทยา ที่จังหวัดอุดรธานี  วันที่ 27 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญโดย รถยนต์ไปยังหมู่คณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์ที่สามพราน จังหวัดนครปฐม และพิธีอำลาพระธาตุที่สามพรานสำหรับสัตบุรุษ วันที่ 29 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญมายัง สำนักเจ้าแขวงคณะซาเลเซียนแห่งประเทศไทย และมีพิธีอำลาพระธาตุสำหรับเฉพาะหมู่คณะในครอบครัวซาเลเซียนเท่านั้น
        และวันที่ 30 พฤศจิกายน พระธาตุถูกอัญเชิญไปยัง ประเทศกัมพูชาโดยผ่านทางปอยเปต
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program)

การเรียนแบบสองภาษา (Bilingual Program)
ประชานิยม หรือ ทางออกการศึกษาไทย
ปัจจุบันกระแสความนิยมของผู้ปกครองในการส่งบุตรลานได้ศึกษา
เล่าเรียนในแผนกสองภาษา หรือแม้แต่การเรียนพิเศษเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ นั้นกำลังมาแรง ทำให้โรงเรียนที่สอนแบบสอง (หรือสาม) ภาษานั้นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับทั้งในกรุงเทพฯ และในภูมิภาคต่างๆ จนหลายท่านตั้งคำถามขึ้นว่า การเลือกให้บุตรหลานได้เรียนแบบสองภาษาในยุดปัจจุบันนี้จำเป็นหรือไม่ ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร จะมีเงินพอจ่ายหรือเปล่า และหรือการเรียนแบบสองภาษานี้เป็นเพียงกระแส “ประชานิยม” หรือว่ามันเป็น “ทางออกของการศึกษาไทย” ในอนาคตอันใกล้นี้
ส่วนหนึ่งของกระแสความนิยมการเรียนการสอนแบบสองภาษาที่เพิ่มมากขึ้นนั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของสังคมโลกาภิวัตน์ อีกทั้งทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในอนาคต รวมถึงแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA (Asian Free Trade Area) การติดต่อธุรกิจค้าขายมากขึ้นกับต่างชาติ หรือแม้แต่นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำและศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน (Asian Hub) โดยการมุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาคอาเซียน (Asian Education Hub) เป็นต้น
นอกจากโรงเรียนนานาชาติ (International School) แล้ว สถานศึกษาในประเทศไทยซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual School) อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program, EP หรือที่เรียกกันว่า Bilingual Program) ในระดับชั้นต่างๆ ประเภทโรงเรียนที่จัดโครงการ Mini English (Bilingual) Program ซึ่งสอนแบบสองภาษาในบางรายวิชา เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ หรือวิชาสุขศึกษา เป็นต้น และประเภทโรงเรียนที่จัดโครงการพัฒนาศักยภาพพิเศษแบบเข้มข้นในสาขาวิชาต่างๆ (Intensive Program, IP)
การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) และการเรียนรู้ภาษา (Language Learning) ต่างกันอย่างไร? การเรียนภาษา เช่น ภาษาอังกฤษนั้นเป็นการเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ส่วนการเรียนการสอนแบบสองภาษานั้น เป็นการเรียนรู้เนื้อหาสาระวิชาผ่านการใช้ภาษา 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน
หลายคนอาจสงสัยหรือสับสนเกี่ยวกับคำที่ใช้ คือ English Program และ Bilingual Program เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? จริงๆ แล้วคำว่า “การศึกษาแบบสองภาษา (Bilingual Education)” เป็นคำสากลที่ใช้กันทั่วโลกแม้ว่าจะถูกตีความหรือแปลความกันไปแตกต่างกัน ส่วนคำว่า “English Program (EP)” นั้นเป็นคำที่ใช้กันในแวดวงการศึกษาไทย ซึ่งหมายความถึง “โรงเรียนสองภาษา (Bilingual School)” หรือว่าโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการแบบหรือ “แผนกสองภาษา (Bilingual Program)” ซึ่งเป็นคำที่นิยมใช้กัน เป็นต้นในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English as a Second Language) ในการติดต่อสื่อสาร
เหตุที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) ได้รับความนิยมและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯและส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 200 แห่ง ก็เพราะการเรียนการสอนแบบสองภาษานี้สามารถ “เติมเต็มช่องว่าง” ระหว่างการเรียนภาษาอังกฤษแบบไทยเดิมๆ และการเรียนโรงเรียนนานาชาติทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสได้เรียนเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวฐานะปานกลางจึงมีความสามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนในแผนกสองภาษาได้ อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็ยังได้ใกล้ชิดกัน รวมถึงไม่ต้องกังวลใจด้วยว่าบุตรหลานที่ส่งไปศึกษายังต่างประเทศนั้นจะหลงลืมวัฒนธรรมประเพณีไทยไป ฉะนั้น การเรียนการสอนแบบสองภาษาในปัจจุบันจึงเสมือนเป็น “คำตอบ” ของพ่อแม่ยุคใหม่ ที่ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้ความเป็นสากลแต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของไทยได้ในขณะเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการวางฐานอนาคตบุตรหลานให้พร้อมสำหรับสังคมโลกไร้พรหมแดนแห่งอนาคตอันใกล้นี้
สถานศึกษาที่ใช้การเรียนการสอนแบบสองภาษานั้น นักเรียนจะได้เรียนรู้ไปด้วยกันทั้งภาษาแม่ (ภาษาไทย) และภาษาที่สอง (ภาษาอังกฤษ) อีกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างถูกใช้ในการเรียนการสอนตามเนื้อหาสาระวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษา ฯลฯ ไปพร้อมๆ กัน ดังนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมั่นใจได้ว่าเมื่อท่านส่งบุตรหลานเข้าเรียนแผนกสองภาษาแล้ว ลูกหลานของท่านมีศักยภาพในการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อีกทั้งเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้การรับรอง บุคลากรผู้สอนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็ได้รับการคัดสรรและเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และที่สำคัญลูกหลานของท่านมีความสุขและสนุกไปกับบรรยากาศการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน
ประโยชน์สำหรับการเรียนแบบสองภาษาโดยอาจารย์ต่างชาติเจ้าของภาษา (Native Speakers) นั้น นอกจากผู้เรียนจะได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระวิชา มีโอกาสฝึกฝนทักษะสำเนียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องชัดเจนแล้ว ยังเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ค่านิยม ความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างนักเรียนและอาจารย์ชาวต่างชาติอีกด้วย เช่น เรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย ศิลปะ วรรณกรรม หรือแม้แต่ความเชื่อซึ่งถือเป็นรากฐานของแต่ละวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์อีกทั้งทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ยอมรับ และเคารพความแตกต่างของคนในวัฒนธรรมอื่นได้เป็นอย่างดี
นักเรียนสองภาษามักจะมีข้อได้เปรียบซึ่งแตกต่างจากนักเรียนภาคปกติ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการพูดอ่านเขียนได้สองภาษา ความเข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรมต่างๆ ได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ การรู้จักสื่อสารอย่างฉลาด มีความมั่นใจในตัวเอง มีความมั่นคงในเอกลักษณ์ของตนเอง สามารถเรียนภาษาที่สามได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเป็นการวางพื้นฐานอนาคตที่มั่นคง การศึกษาต่อ หรือการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ เป็นต้น
เหตุใดจึงมักเรียนดนตรีและศิลปะ (Music & Arts) ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนแบบสองภาษา? แท้ที่จริงแล้วการฟัง ร้องเพลง หรือดูภาพยนตร์ภาษาอังกฤษนั้น เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีที่สุด นอกจากดนตรีและศิลปะช่วยสร้างเสน่ห์ส่วนบุคคลให้กับผู้เรียนแล้ว ยังช่วยฝึกฝนสมาธิ ความมุมานะอดทน ความสามัคคี การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น ช่วยขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยน สร้างสรรค์จินตนากร บำบัดสภาวะทางจิตให้สมดุล อีกทั้งพัฒนาประสิทธิภาพของเซลล์สมองอีกด้วย
เด็กวัยใดที่สามารถเริ่มเรียนแบบสองภาษาได้ คำตอบคือ เมื่อเด็กเริ่มหัดพูดก็สามารถเริ่มสอนภาษาได้เลย แต่ช่วงอายุที่เหมาะสม คือ ช่วง 3-4 ขวบ เพราะเป็นวัยที่เด็กเริ่มพูดและซักถาม เริ่มสนใจสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กเล็กจะรับรู้ภาษาได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ เรียนรู้ประสบการณ์โดยการวิ่งเล่น กระโดด ระบายสี เล่นกิจกรรมต่างๆ เด็กเล็กจะไม่กังวลถึงข้อผิดพลาดในการใช้ภาษา พวกเด็กสนใจเพียงการสื่อสารข้อมูลให้คนอื่นได้ทราบและการรับรู้ข้อมูลที่พวกเขาต้องการ
มีการคาดการณ์ว่านิสิตจบใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า หากรู้เพียง 2 ภาษาแค่นั้นมีโอกาสตกงานสูง ดังนั้น หลายๆ สถานศึกษาในปัจจุบันจึงส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาษาที่สาม เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น ไม่ว่าการเรียนสองภาษาจะเป็นการทำกระแสสังคมหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับนักการศึกษาหลายๆ คนแล้ว นี่คือโอกาสและทางเลือกสำคัญของการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันและอนาคต นี่อาจเป็นคำตอบหรือทางออกของวังวนการศึกษาของประเทศไทย
และนี่คือ การเรียนการสอนแบบสองภาษา (Bilingual Education) การศึกษาทางเลือกของคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกลสำหรับบุตรหลานในอนาคต
โดย บาทหลวงสมเกียรติ จูรอด
ผู้จัดการโรงเรียนดรุณากาญจนบุรี
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วอนขอสันติสุขให้ประเทศไทย...คนตายกลับมาบอก


คนเราอยากอยู่อย่างสันติสุข... และอยากรู้จักชีวิตหลังความตาย
... แต่ไม่เคยได้รู้จริง

คนส่วนใหญ่เชื่อว่าประเทศไทยต้องการคำภาวนาเพื่อสันติสุข... และเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ ชีวิต

หลังความตาย
... แต่ไม่เคยได้ไปนรกหรือสวรรค์จริงๆ

คนจำนวนมากเชื่อว่า “พระเมตตา”นำมาซึ่งสันติสุข... และเชื่อเรื่องการตายแล้วฟื้นด้วยปาฏิหาริย์
... แต่ไม่เคยได้สัมผัสกับคนตายแล้วฟื้น ตัวเป็นเป็น

3 กรกฏาคม 2553 เวลา 15.00 น. .... ขอเชิญท่านร่วมสวดภาวนาพระเมตตาทำบุญขอสันติสุขให้แก่ประเทศไทย ณ โบสถ์วัดอัครเทวดามีคาแอล ดอนกระเบื้อง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

... และ สัมผัสกับ “สแตนเล่ย์ วิลลาวีเซนซีโอ” ชาวฟิลิปปินส์ “ผู้ที่ตายไปแล้ว กลับฟื้นขึ้นมา”บอกเล่า เรื่องราวหลังความตาย ของเขา

... ร่วมใจกันทำกิจเมตตา คิดดี พูดดี ทำดี
... ร่วมกันสวดวอนขอพระเมตตาของพระเป็นเจ้า เพื่อสันติสุขของประเทศ

*สนใจเข้าร่วมกิจกรรม หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บาทหลวงสุรินทร์ ชุนฟ้ง โทร.08-1995-3490*
อ่านต่อ >>